Profilo di JaKkRiT::::::::::: การเดินทางข...FotoBlogElenchiAltro Strumenti Guida

Blog


05 ottobre

นิยามความรัก

ฉันเชื่อเสมอมา
ความรักในมุมมองของฉัน
มันคือการร่วมแบ่งปันทุกช์สุข
มันคือการให้กำลังใจ เข้าใจ และพึ่งพา
แม้ว่าบางครั้งมันอาจจะไม่สมดังใจ
แต่เราคงต้องถามตัวเองก่อนว่า
อะไรบ้างในโลกใบนี้ที่มันจะสมบูรณ์ไปทุกๆเรื่อง
ความรักก็เช่นกัน
แม้บางครั้งมันอาจจะไม่ลงตัว
บางครั้งมันอาจจะไม่ใช่ดังที่คาดหวังไว้ตลอดเวลา
แต่เพราะว่าคุณค่าของความรัก
มันอยู่ที่ความแตกต่างของคนสองคน
มันอยู่ที่การพยายามเติมเต็มให้กันและกัน
ดังนั้นการจะหาความรักที่มันสมบูรณ์
ไม่มีช่วงเวลาทุกข์ใจ ให้มีแต่ช่วงเวลาสุข
มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง

มันอยู่ที่ตัวเราเองต่างหาก
ว่าเราพอใจกับความรักที่เรามีแค่ไหน
หากคิดว่าการรักแท้แล้วจะไม่ทุกข์
ก็จงทำใจยอมรับกับความจริงที่ว่า
มันไม่มีทาง
written by: naynujang
First pubished on Sep 21, 09 on hi5
04 febbraio

แม้แต่ความเหงา ก็ยังกลัวที่จะเหงา [ สวัสดีความเหงา เพื่อนเก่าที่ไม่เคยห่างหาย]

สวัสดีความเหงา
เธอช่างเป็นเพื่อนเก่าที่แสนดีของฉัน
ไม่มีวันไหนเลยที่เธอจะห่างหายไปไกลจากกัน
แม้ (โดยเฉพาะ) วันที่ฉันรู้สึกว่าไม่เหลือใคร
 
สวัสดีความเหงา
ขอบใจที่คอยหมั่นแวะเวียนมาเยี่ยมหากันอย่างสม่ำเสมอ
ฉันคงรู้สึกแปลกหากวันไหนไม่ได้พบเจอเธอ
คงถึงขั้นพร่ำเพ้อทุรนทุราย
 
แต่ฉันเองสังเกตมานานแล้วละ
ว่าก็มีบ้างที่เธอทำตัวเหินห่างจากฉันไป
ทำให้ฉันรู้สึกว่าหัวใจมันช่างว่างเปล่า
แต่ว่าเมื่อใดที่เธอทำเหมือนว่าจะทิ้งห่างฉัน
แล้วฉันเองเริ่มจะเผลอเปิดใจให้ใครเข้ามาแทนที่ความว่างเปล่านั้น
เธอก็จะรี่เข้ามาแสดงความเป็นเจ้าของจับจองใจฉันทันที
พยายามทำให้ฉันเห็นคุณค่าของเธอ
ด้วยการพยายามจะตอกย้ำความหวาดกลัวที่มีอยู่ในใจฉัน
และข่มขู่ว่าจะกลั่นแกล้งกันหากฉันผิดหวังจากใครคนนั้นทันที
จนฉันไม่กล้าจะเปิดใจให้ใครเข้ามาแทนที่
เพราะฉันเองก็ไม่มั่นใจว่าจะมีใครที่คอยอยู่เป็นเพื่อนฉัน คอยดูแลกันได้ดีเท่าเธอเช่นกัน
 
แต่ฉันก็รู้นะ
ว่าเธอเองก็กลัวการไม่มีใครเหมือนกันใช่ไหม
เพราะไม่ว่าใครก็กลัวการอยู่คนเดียวทั้งนั้นสินะ
แม้แต่ความเหงา ก็ยังกลัวที่จะเหงา
และต้องคอยหาใจของใครสักคนเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย มีใครสักคนคอยอยู่เป็นเพื่อน
เธอถึงได้กลัวเหลือเกินว่าจะมีวันไหนที่ฉันจะผลักไสไล่ส่งเธอ
 
แต่อย่าหาว่าฉันใจร้ายกับเธอเลย
เพราะเธอจะจับจองพิ้นที่ในหัวใจฉันอย่างนี้อยู่เรื่อยไปมันก็ไม่ได้
ฉันเองก็เหนื่อยเหลือเกินกับวงวนของความรู้สึก
อยากมีใครสักคนยื่นมือมาดึงฉันออกไปจากวันเดิมๆเหมือนกัน
เธอเองก็ต้องเดินก้าวไปข้างหน้า
เหมือนอย่างที่ฉันเองก็อยากจะเดินก้าวไปข้างหน้ากับใครสักคน
อย่าเพิ่งมาตอกย้ำความหวาดกลัวจนให้ฉันต้องสูญเสียความมั่นใจเลย
ขอแค่ให้ฉันได้ลองเปิดใจให้เธอได้ออกไปและได้ลองรับใครสักคนเข้ามาบ้าง
ขอให้ฉันได้ลองในวันนี้ วันที่หัวใจฉันมันยังเข้มแข็งพอกับความเสียใจ
 
ไม่ต้องน้อยใจไปนะเจ้าความเหงา
เธอก็ยังคงเป็นเพื่อนเก่าที่สำคัญของฉันเสมอ
เพราะไม่มีใครหรอกที่ฉันกอดคอร้องไห้ด้วยบ่อยๆได้เท่าเธอ
แต่ขอแค่วันนี้ฉันได้ลองเปิดรับใครสักคนบ้าง
ก่อนที่ผนังห้องหัวใจฉันมันจะเปราะบางเกินกว่าจะกล้ารักใคร
 
ปล. แม้ในวันนี้ฉันเองก็ยังไม่รู้หรอกว่า จะมีใครไหมที่อยากจะเดินเข้ามาในใจฉัน
ในวันนี้ฉันเองก็ยังไม่รู้หรอกว่า คนๆนั้นจะเป็นใคร
written by: naynujang
 

ไม่มีใครเข้าใจ กับคำว่าเหงาใจ
ได้แท้จริง อย่างตัวฉัน
เฝ้ามองนาฬิกา ผ่านไปทีละวัน
ผ่านพ้นไป อย่างเชื่องช้า

เบื่อความเหงา เบื่อความจริง ที่เจอ
เบื่อความรู้สึก ที่ว่างเปล่า ที่เป็นอยู่ทุกวัน

และฉันต้องการ แค่ใครสักคน
อยู่ตรงนี้ ยืนเคียงข้างฉัน ทุกวันเวลา
สุขและทุกข์ ไปกับฉัน
วันที่เจอ เรื่องเลวร้ายมา
จะมีใคร บ้างไหม

อยากมีใครสักคน ที่จะคอยนั่งมอง
เมื่อฉันยัง ไม่กลับมา
ตื่นมาทุกๆ วัน ก็คอยจะพูดจา
อยู่ข้างกัน ไม่ไปไหน

 

::  แค่ใครสักคน  ::  ว่าน  ::

22 gennaio

มันอาจจะดูว่าแปลก [ CRuSh On At FiRsT SiGhT ]

มันอาจจะดูว่าแปลก
กับการที่เราจะรู้สึกดีๆมากๆกับใครสักคนหนึ่ง
เพียงแค่วูบแรกที่ได้พบเห็น
และการพบเห็นอาจจะไม่จำเป็นต้องหมายถึงการพบเจอ
 
มันอาจจะดูว่าแปลก
กับการที่ฉันได้มีโอกาสได้รู้จักเธอในวันนั้น
เพราะมันเป็นเหมือนเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
กับการที่คนสองคนจะได้เวียนวนมาพบเจอกันแบบที่ฉันพบเจอเธอ
 
มันอาจจะดูว่าแปลก
เพราะเธอเป็นคนแรกที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะทำความรู้จักให้ได้
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ฉันสร้างภูมิคุ้มกันแน่นหนาอย่างในวันนี้
เกราะกำแพงที่ตอนนี้มันพังทลายสลายไปหมดแล้ว...เพราะเธอ
 
มันอาจจะดูว่าแปลก
หากจะบอกว่าตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้จักและพูดคุย
เธอกำลังเปลี่ยนแปลงโลกที่มัวหมองของฉันให้สดใส
เส้นทางข้างหน้าของฉันมันสว่างไสวขึ้นมาอีกครา
 
มันอาจจะดูว่าแปลก
เพราะการพูดคุยของเรามันเป็นการพูดคุยผ่านตัวหนังสือที่ไร้เสียง
แต่ฉันกลับได้ยินเสียงของเธอร้อยเรียงอย่างชัดเจนในความรู้สึก
เพราะเธอเปลี่ยนแปลงโลกที่เงียบเหงาของฉันให้เป็นโลกที่เต็มไปด้วยเสียงสดใสไพเราะก้องกังวาน
 
มันอาจจะดูว่าแปลก
และเธอคงอาจจะไม่เชื่อในสิ่งที่ฉันกำลังบอก
แต่ขอเธออย่ากังวลใดๆเลย
เพราะฉันก็ไม่ต้องการเรียกร้องขออะไรจากเธอมากมาย
เพียงแค่ให้ฉันสุขใจไปอย่างนี้เรื่อยๆก็พอ
 
มันอาจจะดูว่าแปลก
แต่ความรู้สึกของฉันมันคือความรู้สึกที่ปราศจากความคาดหวัง
เพราะฉันรู้ตัวดีว่าไม่ควรคาดหวังอะไรให้เธอต้องอึดอัดใจ
และในวันนี้ฉันก็สุขใจมากพอแล้วแค่เพียงการได้พูดคุยกับเธออย่างนี้ทุกๆวัน
ได้มีความสุขในทุกๆเช้าที่ตื่นนอน
ได้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างสุขใจในทุกๆครั้งที่ได้พูดคุย
 
มันอาจจะดูว่าแปลก
แต่ทั้งหมดนี้คือความรู้สึกของฉันที่เกิดขึ้นจริง
มันอาจจะดูมากมายเกินความเป็นไปได้
แต่ฉันก็พร้อมยืนยันและยินดีจะพิสูจน์ให้เธอเห็น
เพียงหากเธอพร้อมจะลองเปิดใจและให้โอกาสฉัน
ฉันก็พร้อมจะมอบความรู้สึกทั้งหมดของฉันให้กับเธอด้วยหัวใจที่ภักดี
written by: naynujang
 
PS. นานแล้วสินะ นานซะจนฉันเกือบลืมไปว่า
การตกหลุมรักใครสักคนมันเป็นอย่างไร
นี่สินะ ที่เค้าเรียกกันว่า CRuSh On At FiRsT SiGhT
 
 
PS. บริการสองเรื่องควบนะ อ่านเรื่องข้างล่างด้วยละ 'จดหมายถึงเพื่อนคนไกล' 

จดหมายถึงเพื่อนคนไกล...

เธอจ๋า...
จำได้ไหมว่าเมื่อราวๆกลางปีที่ผ่านมา
ในช่วงหน้าร้อนแห่งห้วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ทักทอสาดส่องแสงไออุ่น
เธอบอกฉันว่า เธอกำลังมีความสุขจากความอบอุ่นของไอรัก
หัวใจเธอกำลังเบิกบานเพราะความรักจากเขาที่เอ่อล้นอยู่ในใจของเธอ
และเธอเองก็เชื่อว่า คนรักของเธอก็กำลังรู้สึกแบบเธอเช่นกัน
เธอเชื่อมั่นด้วยถ้อยคำที่ออกมาจากใจของเขาว่า
"คนดี อย่าทำให้ฉันรักเธอมากขึ้นไปกว่านี้เลย"
ตอนนั้นเธอบอกฉันว่า ไม่เข้าใจความหมายของมันลึกซึ้งเท่าไหร่นัก
ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงจะต้องกลัวว่าความรักที่มีให้เธอจะเพิ่มมากขึ้น
แต่เธอก็มีความสุขสุดใจที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้จากปากเขา
 
เธอจ๋า...
วันเวลามันผ่านไป ฤดูกาลมันผลัดผ่าน
ดวงอาทิตย์เริ่มอ่อนล้าไออุ่นเริ่มโรยราห่างหาย
เมื่อความเหน็บหนาวเข้ามาเยือนกระทบผิวกายให้หนาวสั่น
เธอบอกกับฉันในวันนี้ว่าหัวใจเธอกำลังเหน็บหนาวอ่อนไหว
เพราะเธอเริ่มหาเสื้อตัวใหญ่ที่ควรคอยทำหน้าที่ห่มใจให้กับเธอไม่เจอ
บ่อยครั้งที่เสื้อตัวใหญ่ของเธอมักจะจากเธอไปไกล
และมันโหดร้ายที่มาห่างหายกันให้ใจเหงาในวันที่ใจหนาว
 
เธอจ๋า...
นี่เป็นจดหมายจากฉันถึงเธอ
เพียงเพื่อจะบอกเธอว่า อย่าเพิ่งถอดใจกับความรักของเธอเลย
หากเธอตัดสินใจทิ้งเสื้อตัวเก่าที่เคยคุ้นเคย
แล้วเธอจะรู้ได้อย่างไรว่า เธอจะพบเจอเสื้อตัวใหม่ที่ถูกใจ
ไม่เพียงเท่านั้น...
เธอจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเธอจะสวมใส่เสื้อตัวใหม่ตัวนั้นได้อย่างพอดี
 
บางครั้งเสื้อตัวเก่งตัวเก่ามันอาจจะไม่ได้ดั่งใจเธอบ้าง
อาจมีคราบฝุ่น ร่องรูร่องรอยแห่งความเก่า
แต่ก็เสื้อตัวเก่งตัวนี้ไม่ใช่หรือที่สร้างความทรงจำที่ดีๆให้กับเธอ
คอยอยู่สร้างความมั่นใจให้กับเธอในวันสำคัญต่างๆที่ผ่านมา
เสื้อตัวนี้ไม่ใช่เหรอที่เธอสวมใส่อย่างสุขใจในทุกๆเวลา
 
บ่อยครั้งความสัมพันธ์ก็เป็นเรื่องเข้าใจยาก
และบ่อยครั้งที่ความสัมพันธ์มันคือเรื่องวุ่นวายจิตใจ
เพราะเหตุผลที่ว่า ความรัก อย่างเดียวมันไม่เพียงพอ
มันเป็นเรื่องจำเป็นที่คนสองคนจะต้องเรียนรู้และเข้าใจกัน
และต่อไปนี้เป็นมุมมองเล็กๆน้อยๆที่ฉันอยากแบ่งปันให้เพื่อนที่แสนดีอย่างเธอ
 
ฉันเชื่อมาตลอดว่าความรักไม่ใช่ 'การให้' ทุกสิ่งทุกอย่างแก่กัน
สำหรับฉัน ความรักเป็น 'การแบ่งปัน' ทุกสิ่งทุกอย่างแก่กัน
เพราะเมื่อไหร่ที่เธอคิดว่ามันคือการให้
เธอก็มักจะอดไม่ได้ที่จะคาดหวังเฝ้ารอ
เกิดกลายเป็นความเคยชินกับการได้รับ
ไม่ว่าจะเป็นเวลา การดูแล การเอาใจใส่
ดอกไม้ ของขวัญ ข้อความ หรือการโทรหา
หากเรามองความรักคือ 'การให้'
เราก็มักจะมีคำถามว่า 'ทำไม' ทำไมมันไม่เหมือนเดิม
แต่เพราะชีวิตจริงมันไม่ใช่เทพนิยาย
มันก็คงยากที่จะรักใครสักคนได้โดยปราศจากความคาดหวัง
และความคาดหวังนี่เอง ที่เป็นตัวค่อยบั่นทอนความรู้สึกดีๆของคนสองคน
 
ความรักคือ การแบ่งปันอย่างพอดี
มันคือการแบ่งปันที่เท่าๆกันทั้งสองฝ่าย ไม่มากไป ไม่น้อยไป
มันคือการที่คนสองคนร่วมกันแบ่งปันช่วงเวลาและความรู้สึกต่างๆของชีวิต
ในวันที่เหงา ในวันที่เศร้า ในวันที่สุข
ในคราวที่ล้ม ในคราวที่ลุก ในคราวที่ทุกข์ ในคราวที่ต้องการใครสักคน
หากเราเข้าใจว่าความรักคือการแบ่งปันแล้ว
เราไม่จะคาดหวังในทุกๆสิ่งมากเกินไป
เลิกเฝ้ารอเรียกร้องขอเวลา การดูแล การเอาใจใส่
ดอกไม้ ของขวัญ ข้อความ หรือการโทรหา
เพราะมันจะกลายเป็นรักที่อยู่บนพื้นฐานของความเชิ่อมั่น
และให้ความสำคัญกับความเข้าใจและการเชื่อใจ
 
เพราะเราเองก็มีชีวิตของเราที่ต้องดำเนินไปข้างหน้า
และเค้าเองก็ต้องดำเนินชีวิตของเค้าไปเช่นกัน
การที่คนสองคนรักกัน
มันไม่ได้แปลว่าต้องฉุดรั้งทางเดินชีวิตของกันและกันให้ต้องเดินบนเส้นทางของคนใดคนหนึ่ง
แต่มันคือการแบ่งปันเส้นทางร่วมกันเดินไปข้างหน้าบนเส้นทางที่สามารถเดินร่วมกันได้
และเมื่อวันใดที่คนสองคนไม่ต้องการแบ่งปันเวลาและความรู้สึกให้กันและกันแล้ว
มันก็จะได้เป็นการลาจากที่เต็มไปด้วยความเข้าใจมากกว่าอารมณ์
 
จริงอยู่ว่าความรักมีสองรูปแบบ
นั่นคือ 'รักด้วยอารมณ์' และ 'รักด้วยเหตุผล'
เป็นเรื่องที่ใครต่อใครต่างเถียงกันให้วุ่นวายแต่ไม่เคยได้ข้อสรุปว่าคนสองคนควรรักกันแบบไหน
แต่ถ้าเธอถามฉัน ฉันคงตอบว่า
จงปล่อยให้อารมณ์เป็นจุดเริ่มต้นของความรักและดำเนินความรักนั้นต่อด้วยเหตุผลอย่างพอดีบนพื้นฐานของการแบ่งปัน (ไมใช่การให้)
 
เธอจ๋า...
ลองมองความรักเป็นการแบ่งปันดูบ้างดีไหม
ลองรักกันบนพื้นฐานของความพอดี
เพราะบางทีความจริงแล้วตลอดเวลาที่ผ่านมา
เสื้อตัวเก่ามันอาจจะไม่เคยเก่า ไม่เคยเขรอะ ไม่เคยมีร่อง ไม่เคยมีรูแต่อย่างใด
และมันอาจจะไม่เคยหนีห่างหายเธอไปไหนเลยก็ได้
เพียงแต่แค่เธอคิดกังวลมากเกินไปเพราะความเข้าใจว่ารักคือการมอบให้เพียงอย่างเดียว
และบางทีถ้อยคำจากคนรักของเธอที่ว่า "คนดี อย่าทำให้ฉันรักเธอมากขึ้นไปกว่านี้เลย"
เค้าคงอยากจะหมายความว่า...
อยากให้เธอและเค้ารักกันให้มากแค่พอดีเท่านั้นก็พอ
แค่ 'แบ่งปัน' ความรู้สึก ไม่ต้องถึงกับ 'ให้' ความรู้สึกกัน
 
written by: naynujang
 
PS. ถึงเพื่อนคนไกล ตั้งใจจะเขียนให้นานแล้วละ แต่ว่าไม่เสร็จซะที นี่คือของขวัญปีใหม่จากเราละกันนะ ขอบใจมากสำหรับ Postcard น่ารักๆและเจ้าเป็ดน้อยที่ส่งมา และขอบใจสำหรับกำลังใจที่มีให้กันเสมอ
 
23 novembre

"หัว-ใจ" หรือ "หัวใจ"

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ฉันรู้สึกมาโดยตลอดว่า
ฉันมีแต่มุมมองที่เลวร้ายกับความสัมพันธ์พันผูก
ฉันเลือกที่จะปิดตัวเองเพื่อตัดขาดจากสิ่งที่เรียกว่าความรัก
และเลือกที่จะทนอยู่กับความเงียบเหงาว่างเปล่าเพียงลำพัง
 
เมื่อวันคืนผ่านไป ฉันก็เริ่มรู้สึกได้ว่า
หัวใจที่ฉันเคยรู้สึกว่าเบาหวิวเมื่อปราศจากความวุ่นวายของความสัมพันธ์
มันกำลังถูกความเงียบเหงาที่เคยเป็นมิตรคอยกัดกิน
และฉันต้องพยายามกัดกลืนฝืนทนให้เคยชินกับความเดียวดาย
 
ฉันเลือกที่จะทำตัวเองให้วุ่นวาย
เฝ้าคอยตั้งคำถามยากๆให้กับตัวเอง
และพยายามหาคำตอบด้วยสิ่งที่ฉันพยายามเรียกมันว่า...เหตุผล
เพื่อให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อไปดัวยการใช้ "หัว" ให้มากกว่า "ใจ"
เลือกที่จะเดินหนีความสัมพันธ์มากกว่าที่จะเอาหัวใจไปพันผูกกับใคร
จนฉันเริ่มชาชินกับความปวดร้าวต่างๆไปเอง
และบางครั้งฉันเองก็ลืมไปเช่นกันว่า
ครั้งหนึ่ง...ฉันก็เป็นคนที่มี "หัวใจ" คนหนึ่งเหมือนกัน
 
วันนี้ฉันได้มีโอกาสได้ยินคำพูดดีๆจากเรื่องราวดีๆเรื่องหนึ่ง
ที่ทำให้ฉันรู้สึกอยากเริ่มต้นเชื่อมสาน "หัว" และ "ใจ" ของฉันใหม่
ทั้งๆที่ฉันเองก็ยังไม่มั่นใจเหมือนกันว่าจะทำมันได้หรือเปล่า
แต่มีประโยคหนึ่งที่ฉันเชื่อว่ามันจะคอยเป็นแรงผลักดันที่ดีให้กับฉัน
 
"ตราบใดที่มีรัก ย่อมมีหวัง"
 
แม้ว่าความหวังนั้นจะเป็นเพียงแสงเล็กน้อยริบรี่แค่ไหน
แม้ว่าความเงียบเหงาที่เกิดขึ้นจากความหวาดกลัวในใจฉันมันจะดูยิ่งใหญ่โหดร้ายสักเพียงไร
แต่วันนี้ฉันตั้งใจแล้วว่า...
ฉันจะลองเริ่มต้นเชื่อมั่นในความรักอีกสักคราว
 
มันคงจะจริงอย่างที่ใครๆเค้าว่ากันว่า
บางครั้งความเหงามันเกิดจากความหวั่นกลัวที่จะรัก
เพราะกลัวว่าหากรักใครสักคนมากๆแล้วจะต้องเจ็บปวดมากหากมีการสูญเสีย
แต่ในวันนี้ฉันมั่นใจแล้วว่า...
มันไม่มีความสูญเสียใดหรอกที่เกิดขึ้นเพราะความรัก
เพราะความหมายของคำว่ารัก มันมีหลากหลายในตัวของมันเอง
มันขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะเลือกที่จะรักใครสักคนอย่างไร
 
ความรักมีอยู่มากมาย...
และในวันนี้ฉันสัมผัสได้แล้วว่ามันอบอวลอยู่รอบตัวฉันไปทั่วทุกอณู
ต่อไปนี้...
ความเหน็บหนาวมันจะไม่ทำให้ฉันจมอยู่กับความเหงาอีกต่อไปแล้ว
แต่ความเหน็บหนาวจะเป็นเครื่องยืนยันว่าฉันยังคงมี "หัวใจ" เพื่อรักใครสักคนอยู่
และความเหน็บหนาวนี้เอง...ที่จะเป็นเครื่องยืนยันและเป็นแรงผลักดันให้ฉันเชื่อว่า
หัวใจฉันยังคงมีความอบอุ่นซ่อนลึกอยู่ในซอกใจไม่มุมใดก็มุมหนึ่ง
และการที่ฉันยังคงดำรงอยู่ได้...
ก็เพราะความอบอุ่นที่แอบลึกอยู่ในใจนี้เองที่คอยประคับประคองหัวใจฉันไว้
แม้ความอบอุ่นนั้นมันจะมีอยู่แค่เพียงเล็กน้อยสักเพียงใดก็ตาม
แต่ฉันจะมุ่งมั่นค้นหามันให้เจอ
เพื่อที่จะใช้มันค่อยๆละลายความเหน็บหนาวชาชินที่ฉันมี
เพื่อที่ "หัว" และ "ใจ" ของฉัน จะได้อยู่ร่วมกันเป็นสิ่งที่เรียกว่า "หัวใจ" เสียที
 
ช่วยเป็นกำลังใจให้ฉันด้วยนะ...
 
written by: naynujang
Credit: รักแห่งสยาม
 
ปล.  --28.11.07-- เมื่อวาน
มีโอกาสได้ไปดู'รักแห่งสยาม'อีกรอบโดยบังเอิญ
แม้ก่อนไปจะเจอเรื่องเซ็งๆในช่วงสั้นๆเกี่ยวกับความรัก
แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังเรื่องนี้สร้างความประทับใจให้กับฉันลดลงเลย
กลับทำให้รู้สึกว่าการไปดูหนังเรื่องนี้สองครั้งด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันไป
ทำให้ฉันเข้าใจความหมายอย่างลึกซึ้งว่า...
มัน "มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย"
เรามัวแต่เข้าใจความหมายของมันแค่เพียงไม่กี่ด้าน
จนมองข้ามความหมายที่แท้จริงของคำว่า 'รัก'
 
ความอบอุ่นของหนังเรื่องนี้ยังคงอบอวลอยู่เสมอ
แม้ค่ำคืนจะเหน็บหนาวเพียงใดก็ตาม
หนังเรื่องนี้เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ดีจริงๆ
ที่เอาไว้คอยช่วยเยี่ยวยารักษายามใดที่หัวใจมันไม่ค่อยแข็งแรง
04 novembre

'Window Shopping Love'

เมื่อเวลาผ่านไป
หลังจากที่พยายามเปิดหัวใจตัวเอง
Let's Fall in Love again
และการเผชิญกับคำถามที่กวนใจตลอดเวลา
How to Fall in Love again?
 
ฉันกลับพบว่า ปัญหาที่สำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า
 
How to realize and accept that I am Falling in love?
 
ฉันจะรู้ตัวและกล้ายอมรับได้อย่างไรว่า
ฉันกำลังตกหลุมรักใครสักคน
 
มีเพื่อนตัวดีคนหนึ่งบอกกับฉันว่า...
การที่เราจะรู้ได้ไงว่าเรากำลังตกหลุมรักใครสักคนไม่ใช่เรื่องยาก
แล้วเพื่อนตัวดีของฉันก็โยงเข้าทฤษฎี Window Shopping Love ของมัน
โดยมีฉันกลายเป็นผู้ร่วมทดสอบ ทดลอง และพัฒนาทฤษฏีไปโดยปริยาย
 
"การตกหลุมรักก็เหมือนกับการเจอเสื้อถูกใจที่โชว์ไว้บนตัวหุ่นในร้านเสื้อผ้า
วินาทีแรกที่สบตากับเจ้าเสื้อตัวนั่น มันช่างเป็นอะไรที่หวานชื่นต้องตาต้องใจ"
 
เพื่อนตัวดีเริ่มอารัมบทและเล่าเรื่องให้ฉันฟัง...
 
มีเรื่องๆหนึ่งของชายคนหนึ่งกับเสื้อตัวหนึ่ง
มีชายคนหนึ่งไปเจอเสื้อถูกใจตัวหนึ่งที่โชว์ไว้บนตัวหุ่นในร้านเสื้อผ้าเบื้องหลังกระจกใส
หลังจากที่ได้เห็น เค้าไม่สามารถละสายตาจากเจ้าเสื้อตัวไปได้
แม้จะเดินผ่านไปแล้วแต่เค้าก็เดินวนกลับมาเมื่อยืนจ้องมอง
และย้อนกลับไปยืนมองเจ้าเสื้อตัวนั้นที่หน้ากระจกทุกวันๆ
เหมือนภาพเจ้าเสื้อแสนสวยตัวนั้นมันติดตาวนเวียนอยู่ในจินตนาการ
เค้าเริ่มเฝ้าเพ้อฝันอยากจะได้ครอบครอง
 
หลังจากที่เฝ้ามองเสื้อตัวนั้นผ่านกระจกตู้โชว์อยู่สักระยะหนึ่ง
เค้าเริ่มขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อยๆเพื่อพยายามดูป้ายราคา
เค้าพบว่าราคามันแพงมากจนกระเป๋าเค้าแทบฉีก
เงินเก็บที่เหลือไว้ในธนาคารทั้งเนื้อทั้งตัวมันจะหายไปทันทีทันใด
เค้านั่งคิดไปคิดมาและพบว่ามันมีวิธีแก้ไขปัญหานี้อยู่สองทาง
ทางแรกคือ จะดีไหมถ้าเค้าเดินเลียบๆเคียงๆไปดูเสื้อตัวอื่นๆบ้างเพื่อพยายามทำใจ
และอาจจะพบเสื้อตัวใหม่ที่อยู่ข้างๆ
มันอาจจะไม่ได้ถูกจับโชว์อยู่บนตัวหุ่นเป็นดาวเด่นของร้าน
แต่ด้วยความสามารถที่มีอยู่ในขณะนั้น เค้าก็ควรที่จะเลือกซื้อเสื้อตัวที่สอง
และพยายามพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี
 
ปัญหาอยู่ที่ ชายคนนั้นไม่อาจจะลบลืมภาพเสื้อตัวนั้นที่ติดตาได้
เค้าเลือกทางเลือกที่สองด้วยการยังคงเวียนวนไปที่หน้ากระจก
เฝ้ามองดูเสื้อตัวนั้นโดยไม่สนใจเลยว่า
ถ้าเค้าได้มา อาจจะใส่แล้วไม่ดูดีเหมือนเท่าที่เจ้าเสื้อตัวนั้นอยู่บนหุ่น
เค้ายังคงเฝ้าเดินวนไปวนมาและภาวนาว่าอย่าได้มีใครซื้อมันไป
เพราะถึงเค้าจะไม่มีความสามารถที่จะซื้อมันได้
เค้าก็ขอแค่เป็นเพียงคนที่เฝ้ามองเท่านั้นก็สุขใจมากพอแล้ว
 
บางครั้งเค้าก็โดนโชคชะตากลั่นแกล้งเหมือนแกล้งจะเป็นใจให้
อย่างเช่นในเย็นวันหนึ่ง เสื้อตัวนั้นถูกติดป้ายลดราคาพร้อมทั้งโปรโมชั่นต่างๆในช่วงนาทีทอง
ชายคนนั้นดีใจมาก รีบไปถอนเงินจากตู้ ATM แล้วรีบวิ่งกลับมา
แต่ปรากฏว่าเค้ากลับมาไม่ทันร้านปิด
และป้ายลดราคาพร้อมทั้งโปรโมชั่นต่างๆนั้นก็หายไปในวันรุ่งขึ้น
 
หลังจากนั้นไม่นาน เค้าเริ่มรู้สึกว่าไม่ได้มีเพียงแค่เค้าคนเดียวอีกต่อไป
ที่กำลังนั่งเฝ้ามองเจ้าเสื้อตัวนั้น เสื้อตัวเดียวกับเค้า
ใครหลายๆคนก็มีหุ่นที่ดีไม่แพ้เจ้าหุ่นในตู้
ใครหลายๆคนพร้อมที่จะเดินเข้าไปซื้อเสื้อตัวนั่นได้ทุกเวลา
ชายคนนั้นเริ่มกลุ้มใจ
ใจหนึ่งก็อยากจะยอมรับความจริงว่าเค้าคงไม่มีโอกาส
อีกใจหนึ่งก็อยากจะทุ่มเทและเดิมพันด้วยทุกๆอย่างที่เค้ามี
เค้าพยายามจะใช้เหตุผลมาชั่งใจ
ว่ามันจะคุ้มกันไหมกับการเอาเงินเก็บทั้งชีวิตมาแลกกับเสื้อตัวนั้น
แต่เค้าก็พบว่า เหตุผลกับอารมณ์มันไปด้วยกันไม่ได้จริงๆ
เพราะเค้ามีแต่เสื้อตัวนั้นอยู่ความคิดและในหัวใจ
แต่เค้าก็รู้ดีว่ามันเสี่ยงเกินไปที่อาจจะต้องเสียใจในภายหลัง
หากเค้าตัดสินใจซื้อแต่ไม่สามารถใส่เสื้อตัวนั้นได้อย่างพอดี
 
แล้วเพื่อนฉันมันก็สรุปว่า
การตกหลุมรักใครสักคน...
มันก็เหมือนกันการที่ชายคนนี้เฝ้าแต่ "Window Shopping" เสื้อตัวนี้อยู่เป็นเวลานาน
นั่งเฝ้า นั่งมอง อย่างไร้เหตุผล เพราะมีแต่ภาพเจ้าเสื้อตัวนี้อยู่ติดตาไม่อาจลืมได้ลง
หากว่าเรากำลังรู้สึกแบบนี้กับใครสักคน
ก็เหมือนเรากำลัง Window Shopping อย่างไร้เหตุผล โดยที่ไม่สนใจถึงแม้ว่าจะทำได้เพียงแค่ได้เฝ้ามอง
 
แล้วฉันก็อึ้งไปกับทฤษฏีของเจ้าเพื่อนตัวดี...
และยิ่งอึ้งมากกว่าที่ฉันเพิ่งรู้ตัวเองว่า เหมือนกำลังมี 'Window Shopping Love' อย่างไม่รู้ตัว
 
แล้วเจ้าเสื้อตัวนั้น จะรู้ตัวบ้างไหมว่ากำลังถูกหมายปองและเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ???
 
Written by: naynujang
 
ปล. เพื่อนตัวดีของฉันมันฝากบอกมาว่า ไม่ได้จงใจจะหมายความว่าความรักซื้อได้ด้วยเงิน และอยากมองความหมายของทษฏีของมันดีๆ
04 ottobre

How to Fall in Love again?

ช่วงนี้ในหัวฉันเต็มไปด้วยความรู้สึกวุ่นวายสับสน
อึดอัดและอึกอักจนไม่รู้จะระบายออกมาอย่างไร
เป็นความรู้สึกที่อยากบอกเล่าให้ใครสักคนที่พร้อมยอมทนนั่งฟัง
แต่ว่าไม่สามารถทำได้
ไม่ใช่เพราะหาผู้ฟังไม่ได้
แต่เพราะว่าไม่รู้จะกรั่นกรองเรื่องราวออกมายังไง
 
มันเป็นความรู้สึกที่ฉันให้คำจำกัดความว่า
 
'Unrevealable Feeling' [ความรู้สึกที่ไม่อาจบอกเล่า]
 
ไม่อาจบอกเล่า เพราะไม่กล้าที่จะเล่า
ไม่อาจบอกเล่า เพราะไม่มั่นใจที่จะเล่า
ไม่อาจบอกเล่า เพราะไม่แน่ใจที่จะเล่า
ไม่อาจบอกเล่า เพราะไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรให้เล่า
 
พยายามนั่งนึกว่า จะทำยังให้ความรู้สึกนี้หายไป
เพราะมันรบกวนกัดกินมากจนเกินทน
จนได้มาเจอข้อความสั้นๆของเพื่อนคนหนึ่ง
" Let's Fall in Love again "
ฉันก็เลยฉุกคิดขึ้นมาว่า มันน่าสนใจจริงๆ
เพราะคงไม่มีใครปฎิเสธว่า
ช่วงเวลาแห่งการตกหลุมรักใครสักคน
มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่หัวใจได้อิ่มเอม
เกิดเป็นความวูบวาบหวั่นไหวที่คอยพัดพาหัวใจให้โบยบิน
 
แต่ฉันก็มีคำถามต่อไปว่า
" How to Fall in Love again? "
เพราะฉันรู้ตัวว่าฉันกำลังปิดตัวเอง
และลึกๆแล้วหัวใจของฉันยังคงอยากที่จะปิดตัวเองอย่างนี้ต่อไป
แล้วฉันจะกล้าตกหลุมรักใครสักคนได้อย่างไร
และฉันจะรู้ตัวได้ยังไงหากว่าฉันกำลังตกหลุมรักใครอยู่สักคนจริงๆ
 
written by: naynujang
 
how to know u like love someone???

SEVENTEEN:

You look at their profile constantly.

 
SIXTEEN:

When you're on the phone with them late at night and they hang up, you still miss them even when it was just two minutes ago.
 
FIFTEEN:

You read their Texts and Ims Over and over again.

FOURTEEN:

You walk really slow when you're with them.

THIRTEEN:

You feel shy whenever they're around.

ELEVEN:

When you think about them, your heart beats faster but slower at the same time.

TEN:

You smile when you hear their voice.

NINE:

When you look at them, you can't see the other people around you, you just see him/her.

EIGHT:

You start listening to slow songs while thinking about them.

SEVEN:

They're all you think about.

SIX:

You get high just from their scent.

FIVE:

You realize you're always smiling when you're looking at them.

FOUR:

You would do anything for them, just to see them.

THREE:

While reading this, there was one person on your mind this whole time.

TWO:

You were so busy thinking about that person, you didnt notice number twelve was missing

ONE:

You just scrolled up to check & are now silently laughing at yourself.


NOW JUST MAKE A WISH~
 and Let's tell him/her! 
 
ขอบคุณโอมากจ๊า ที่ให้ขโมยบทความนี้
16 settembre

ใจเหงา ในมุมเหงา ของค่ำคืนวันเสาร์

 
ค่ำคืนวันเสาร์...
 
ณ ร้านอาหารร้านหนึ่งกลางเมืองใหญ่
ฉันนั่งอยู่ภายใน ณ มุมเหงา
เฝ้ามองดูใครต่อใครมากมาย
ทั้งรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ
ภาพคนสองคนประคองโอบกอด
สองมือกุมกันเน้นเหมือนแม้นจะไม่ยอมห่างกันไปไหน
เสียงเพลงบรรเลงเพลงรัก
บทเพลงบทซึ้งที่อ่อนหวานถึงความอ่อนไหว
บรรยากาศแห่งความรัก ความสุข ความอบอุ่น
มันอบอวลไปทั่วภายในร้าน ณ ที่แห่งนั้น
แต่ไม่ใช่ ณ ตรงที่มีฉันนั่งอยู่
 
ฉันก้าวเดินออกจากร้าน
ขับรถอยู่เพียงลำพังบนถนนเส้นหนึ่งกลางเมืองใหญ่
เฝ้ามองดูสายฝนโปรยปรายจากฟากฟ้า
นั่งฟังเสียงเม็ดฝนแต่ละเม็ดที่ตกลงมา
แสงไฟหน้ารถสาดส่องตามหนทาง
ภาพคนรักของคนพากันเดินข้ามถนน
ประคองโอบช่วยกันคลายเหน็บหนาวภายใต้ร่มใบเล็กๆสีชมพู
ภายในรถมีเพียงเสียงเพลงเหงาๆบรรเลงอยู่บางเบาคละเคล้ากับเสียงเม็ดฝน
ฉันหันไปมองด้านข้างตัวฉันที่มันว่างเปล่า...ไม่มีใคร
 
ฉันขับรถพาตัวเองไปตามท้องถนน
นึกถึงความอบอุ่นที่หัวใจฉันขาดหาย
ณ ตอนนี้ ในวันนี้ ในค่ำคืนนี้
ฉันไม่ร้องขอความสัมพันธ์ที่พันผูก
ฉันไม่ร้องขอไออุ่นจากอ้อมกอด
ฉันไม่ร้องขอความรัก ความห่วงใย
ฉันไม่ร้องขอ ไม่ต้องการอะไรมากมาย
ขอเพียงแค่ใครสักคนที่เข้าใจ
คอยนั่งอยู่ข้างๆกัน ที่จะไม่ทำให้ฉันรู้สึกเดียวดายจนเกินไป
เพียงให้ได้สัมผัสสักเศษเสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกให้ได้รู้ว่า
ฉันยังพอมีความหมายสำหรับใครสักคน...คนที่จริงใจต่อกัน
 
ฉันเปิดประตูเข้าบ้านตัวเอง
บ้านยังคงกว้างใหญ่เกินไปดังเดิม
ละอองความเงียบเหงายังคงคละคลุ้งฟุ้งกระจายไม่หายไปไหน
นาฬิกาบอกเวลาว่าวันใหม่กำลังเริ่มต้นขึ้น
เสียงเพลงเหงาๆยังคงบรรเลงอยู่เบาๆเช่นเคย
สายฝนยังคงโปรยปราย
ฉันทิ้งตัวเองลงนั่งมองเม็ดฝนกระทบข้างหน้าต่าง
บนถนน ยังคงมีรถราอยู่มากมายแม้จะดึกดื่นเพียงใด
แสงไฟยังคงส่องสว่างสาดแสงสีสดใส
ดังที่ใครๆบอกไว้ว่าเมืองใหญ่ไม่เคยเหงา
แต่คนในเมืองใหญ่ต่างหาก...ที่เหงา
 
ฉันล้มตัวลงนอนริมหน้าต่าง
พยายามข่มตาให้หลับเพื่อพ้นผ่านไปอีกค่ำคืน
สายฝนยังคงร่วงโรยปรายโปรยจากฝากฟ้า
เหมือนน้ำตาแห่งความเหงาของฉัน
ได้แต่เฝ้ารอให้ถึงเช้าวันใหม่
ได้แต่เฝ้าหวังว่าแสงแดดแรกของรุ่งอรุณ
จะพัดพาไออุ่นมาให้หัวใจฉันในสักวัน...
 
written by: naynujang
14 agosto

ความบังเอิญที่ลงตัว

นานมาแล้วที่ฉันได้อ่านเรื่องราวความรักจากหนังสือเล่มหนึ่ง
นานมากจนจำเรื่องราวทั้งหมดของมันไม่ได้
จำได้เพียงแต่แค่คร่าวๆว่า
มันเป็นเรื่องของชายหญิงคู่หนึ่ง ที่กำลังทะเลาะกัน
ทุกๆวัน ผู้ชายจะมาหาผู้หญิงที่คอนโดของเธอ
ทุกๆวัน เขาจะมาเวลาเดิม เพื่อร้องขอให้หญิงสาวเปิดประตูออกมาพบเขา
ทุกๆวัน เขาจะยืนรออยู่อย่างนั้น ที่หน้าประตูห้องของหญิงสาวอยู่ราวๆหนึ่งชั่วโมง
และทุกๆครั้งก่อนที่เขาจะกลับไป
เขาจะสอดจดหมายฉบับหนึ่งเข้าไปในห้องให้หญิงสาว
ข้อความในจดหมาย มีเพียงคำสั้นๆว่า 'ขอโทษ'
 
หญิงสาวไม่เคยคิดจะให้อภัยคนรักของเธอ
เธอไม่เคยเปิดประตูรับชายหนุ่ม
ไม่เคยออกมาให้เขาได้เห็นหน้า
ทั้งๆที่รู้ว่า เขาจะมาเวลานั้น เวลาเดิม ทุกๆวัน
แต่เธอจะนั่งอยู่หน้าประตูภายในห้องของเธอ
เฝ้ารอว่า เมื่อไหร่ที่เขา...
จะทำอะไรที่มันมากกว่าการสอดจดหมายที่มีเพียงข้อความสั้นๆว่า 'ขอโทษ'
 
คืนวันผ่านไป...วันแล้ววันเล่า
หญิงสาวนั่งมองจดหมายที่เธอได้รับ
นั่งนับจำนวนครั้งของคำว่า 'ขอโทษ' จากชายหนุ่ม
ทั้งหมดรวมแล้วจำนวน 99 ครั้ง
99 วันแล้ว ที่คนรักของเธอมาหาเธอเวลาเดิม...ทุกๆวัน
และยืนรอให้เธอเปิดประตูรับเขาอยู่ราวหนึ่งชั่วโมง...ทุกๆวัน
แต่ 99 วันแล้ว ที่เธอเอาแต่นั่งอยู่หน้าประตูภายในห้องของเธอ
99 วันแล้ว ที่เธอไม่เคยเปิดประตูให้คนรักของเธอเลย
 
เธอเริ่ม 'ใจอ่อน' และตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้ เธอจะเปิดประตูออกไปหาเขา
เพื่อจะบอกคนรักของเธอว่า เธอให้อภัยเขามาตั้งนานแล้ว และเธอยังคงรักเขามากเหมือนเดิม
 
วันที่ 100 หญิงสาวนั่งรอคนรักของเธอ ที่เดืม เวลาเดิม
แต่วันที่ 100 มันไม่มีจดหมายฉบับที่ 100
ชายหนุ่มไม่มาหาเธอ ไม่มีจดหมาย ไม่มีข้อความสั้นๆคำว่า 'ขอโทษ' จากเขาอีกแล้ว
เพราะวันที่ 99 ชายหนุ่มได้ตั้งใจเอาไว้ว่า
หากวันนี้คนรักของเขา ยังคงไม่ให้อภัย
วันที่ 99 มันจะเป็นวันสุดท้ายที่เขาจะทำอะไรแบบนี้
เพราะ 98 วันที่ผ่านมา ทุกๆครั้งที่เขาหันหลังกลับ
น้ำตามันก็เอ่อล้นออกมาเพราะความเสียใจทุกคราว
เสียใจกับความผิดที่เขาได้ทำร้ายคนที่เขารัก
และเสียใจยิ่งกว่า กับการไม่ได้รับการให้อภัยจากคนรักของเขา
เขาเริ่ม 'อ่อนใจ' กับความพยายามและจำใจต้องเดินจากไป
 
วันที่ 100 มันไม่มีจดหมายฉบับที่ 100 ของชายหนุ่มอีกแล้ว
 
ฉันเชื่อว่าความรัก มันมีความมหัศจรรย์ในตัวของมัน
นอกเหนือจาก 'พรหมลิขิต' ที่เป็นดั่งจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์แล้ว
บางครั้ง ความรักจำเป็นต้องมีสิ่งที่ฉันเรียกว่า 'ความบังเอิญที่ลงตัว'
ตั้งแต่การเริ่มต้นความสัมพันธ์...
หากคนสองคน ไม่มีความคิด ความต้องการ ที่ลงตัวกันอย่างน่าบังเอิญ ให้ต้องชะตากัน
ก็คงเป็นเรื่องยากที่คนสองคน จะรักกันได้
คนสองคนนั้น คงเป็นได้เพียงแค่คนที่รู้จักกัน แค่ตามที่พรหมลิขิตได้ทำหน้าที่ของมัน
บ่อยครั้งไป ที่เรามักจะพยายามทดสอบ 'ความบังเอิญที่ลงตัว' กับคนที่เรารัก
ไม่ว่าจะเป็น "หากเขาโทรมาภายในสิบนาทีนี้ ฉันจะบอกรักเขา"
หรือไม่ว่าจะเป็น "หากวันนี้เขาส่งข้อความมาหาฉัน แปลว่าเขารักฉัน"
ฯลฯ สารพัดเงื่อนไขที่เราตั้งขึ้น เพียงเพื่อพิสูจน์ว่า คนที่เรารัก เขาคิดตรงกันกับเราไหม
 
ยามที่คนรักสองคนผิดใจกันก็เช่นกัน
เหมือนดั่งเรื่องราวของชายหญิงคู่นี้
เพียงแค่ความบังเอิญมันทำหน้าที่ของมันได้ไม่ลงตัว
เพียงแค่วันเดียวที่คิดต่างกัน
หากหญิงสาวตัดสินใจเร็วขึ้นอีกเพียงแค่หนึ่งวัน
หรือชายหนุ่มฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า "เอาละ ขอลองดูอีกสักวัน"
ความรักที่งดงามของชายหญิงคู่นี้ ก็อาจจะไม่จบลงเช่นนี้
 
มีประโยคอมตะที่ใครๆก็มักจะพูดกันว่า
ผู้ชายจะรักผู้หญิงจากร้อย แล้วค่อยๆลดลงเหลือศูนย์
ส่วนผู้หญิงจะรักผู้ชายจากศูนย์ แล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นไปถึงร้อย
ผู้หญิงจึงมักจะโวยวายโทษผู้ชายว่า...เปลี่ยนไป ทำไมถึงไม่รักฉันเท่าเดิม
ในขณะที่ผู้ชายก็มักจะโวยวายว่า ก็แล้วเธอทำไมเพิ่งมารักอะไรฉันในตอนนี้
 
แต่สำหรับฉัน...
มันไม่มีใครผิดทั้งนั้น ทั้งผู้ชายและผู้หญิง
เพราะบางครั้งผู้หญิงก็ไม่มีทางรู้หรอกว่า
ท่าทีเฉยๆเพื่อลองใจของเธอในช่วงเริ่มต้น
อาจจะถูกตีความเป็นความเย็นชา
อาจจะถูกคิดไปว่า เขาคงไม่มีค่าอะไรสำหรับเธอ
และในที่สุด วันที่ความบังเอิญ มันไม่อาจทำหน้าที่ของมันให้ลงตัว
ก็จะต้องมีสักวันหนึ่งที่อาจจะเป็นวันสุดท้าย
วันที่ชายหนุ่มขอถอนตัวออกไปเพราะทนไม่ไหวกับความผิดหวัง
ซึ่งวันนั้น อาจจะเป็นวันเดียวกับวันที่หญิงสาวกำลังเริ่มต้นตัดสินใจตอบรักเขา...ก็ได้
 
มันเป็นเรื่องของ 'ความบังเอิญที่ลงตัว'
ที่ใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นได้บ่อยๆเสมอไป
และนั้นก็คือมนต์ขลัง มันเป็นเสน่ห์ของสิ่งที่เรียกว่าความรัก
เพราะหากลองว่า 'ความบังเอิญที่ลงตัว' ได้มีโอกาสได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว
ในที่สุดแล้ว...
ความรักที่ดูเหมือนจะลดลงของผู้ชาย ก็จะมาพบกับ 'จุดสมดุล' กับความรักที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นของผู้หญิงเอง
และ ณ จุดสมดุลนั้นเอง ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ก่อเกิดป็นความรักที่งดงามต่อไป
 
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนสองคนจะมีความรักที่สวยงามให้กันและกันได้
ฉันเองก็กำลังเฝ้ารอมันอยู่ เฝ้ารออยู่ว่าเมื่อไหร่ที่จะได้พบเจอใครสักคน
ฉันกำลังเฝ้าหวังอยู่ว่า ความเหงาในใจฉัน
จะพัดพาให้ฉันได้พบกับ 'ความบังเอิญที่ลงตัว' กับใครสักคนหนึ่ง
ใครเพียงแค่สักคนหนึ่ง จากหกพันกว่าล้านคนบนโลกอันกว้างใหญ่แต่เงียบเหงาใบนี้
 

Beyond expectation is UNEXPECTATION...

written by: naynujang
 
ปล. บทความนี้เขียนด้วยแรงบันดาลใจจากคำว่า Destiny และ Serendipity
ปล. ดีใจด้วยนะหมิว ที่ในที่สุดก็หาหนังเรื่องนั้นดูได้ เพราะหมิวพูดถึงเรื่องนี้นั้นแหละ บทความนี้เลยคลอดออกมาได้ ฮ่าๆๆ^__^
04 agosto

เธอเชื่อเหมือนฉันไหม

เธอเชื่อเหมือนฉันไหม
เธอเชื่อเรื่องชะตาของชีวิตไหม
และเธอเชื่อเรื่องพรหมลิขิตบ้างหรือเปล่า
 
ฉันเชื่อนะ
ฉันเชื่อว่าเราทุกคนต่างมีชะตาชีวิตเป็นของตัวเอง
และชะตาชีวิตของเราทุกคนต่างก็มีเส้นทางของมันให้เจ้าของมันได้ก้าวเดิน
เป็นเส้นทางกว้างๆ สบายๆ ไม่อึดอัดอะไร
เป็นเส้นทางที่ใครๆต่างสามารถหยุดพักหรือแวะหาสิ่งแปลกใหม่ให้กับตัวเองได้เสมอ
มันเป็นเส้นทางที่ทอดยาวไกลแสนไกล
และมีความหลากหลายแตกต่างให้เลือกสรร
 
แต่ก็มีบ้างที่มีทางแยกมากมายให้ตัดสินใจ
บ้างก็ขรุขระ ฝุ่นคลุ้ง ร้อนจนแสบผิว
บ้างก็สวยงาม ร่มเย็น ดั่งโรยด้วยกลีบดอกไม้
บ้างก็โลดโผน ตื่นเต้น ระทึกใจ
บ้างก็เงียบเหงา เดียวดาย ไร้ความรื่นรมย์
 
เราทุกคนต่างก็ก้าวเดินไปเรื่อยๆตามเส้นทางของชะตาชีวืตตัวเอง
แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า
ด้วยความที่เส้นทางมันช่างไกลแสนไกล
เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดหมาย
การเดินทางไปข้างหน้าเพียงลำพังมันก็ดูจะเดียวดายเกินไป
หัวใจของคนเรามันก็เลยเรียกร้องหาใครสักคนเป็นเพื่อนร่วมทาง
 
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะพบเจอใครระหว่างทาง
แล้วเราต่างค่อยๆพยายามเบนเส้นทางของกันและกันมาชิดใกล้
หรือบ่อยไปที่เราพยายามเบนเส้นทางของเราเพียงฝ่ายเดียว
และสิ่งนี้เองที่เป็นคำถามว่า
เส้นทางชีวิตนั้นมีมากมาย ต่างคนต่างเดินกันไป
คนสองคน เดินทางมาพบเจอกัน ได้อย่างไร
คนสองคน เบนเส้นทางชีวิตของตัวเองให้ร่วมรวมเป็นเส้นทางเดียวกัน ได้อย่างไร
 
นี่ละคื่อความหมายของคำว่าพรหมลืขิตสำหรับฉัน
มันหรือการพบและบรรจบกันของชะตาชีวิตของเส้นทางของคนสองคน
และพรหมลิขิตนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ -- เป็นแค่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์
ที่ทำให้คนสองคนได้พบเจอพูดคุย
และตัดสินใจร่วมเดินทางไปด้วยกัน
ช่วยกันเลือกตัดสินทางแยกแห่งชิวิตที่จะก้าวเดินไปพร้อมกัน
ไม่ว่าทางเดินที่เลือก จะร้อน จะหนาว จะเศร้า หรือจะสุข
คนสองคน ก็ยังคงเดินร่วมทางกัน
 
แต่สำหรับฉัน
ไม่ว่ากาลเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่
ฉันก็ยังเดินทางไปข้างหน้าเพียงลำพัง
มีบ้างที่พรหมลิขิตสร้างจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ให้กับฉัน
เคยมีบ้าง ที่ฉันมีเพื่อนร่วมเดินทาง แวะเวียนมาคอยเป็นเพื่อนคุย
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มชวนให้เขามาร่วมเดินทางไปด้วยกันตลอดเส้นทาง
เขาก็มักจะมาร่วมเดินด้วยกันสักพัก แล้วก็ขอแยกทางจากไป
และมันเป็นเช่นนี้ ทุกคราว...
 
ฉันเคยคิดมาก
กังวลไปไกลว่าฉันทำผิดพลาดอะไรมากมายเกินไปหรือเปล่า
หรือว่าเจ้าพรหมลิขิตมันแค่กำลังหยอกเอินฉันเล่นเท่านั้น
แต่สุดท้าย...ฉันก็ไม่เคยหาคำตอบได้จนต้องยอมจำนนกับมัน
 
ฉันเดินไปข้างหน้าบนเส้นทางของฉันเพียงลำพังไปเรื่อยๆก่อนก็ได้
เส้นทางอีกยาวไกล คงต้องมีใครสักคนละน่ะ
คนที่พร้อมเป็นเพื่อนคุย เพื่อนร่วมตัดสินใจ เพื่อนร่วมทาง
และพร้อมจะเดินร่วมทางบนเส้นทางเดียวกันไปจนสุดปลายทาง
 
วันนี้อาจจะต้องทนเหงาหน่อย แต่คงไม่เป็นอะไรมากมายเท่าไหร่หรอก จริงไหม...
ดีกว่าจะต้องเสียใจมากและบ่อยเกินไป จนไม่กล้าจะเดินร่วมทางกับใครอีกเลย
 
written by: naynujang
04 luglio

อยากเป็นคนที่ถูกรัก

สำหรับฉัน...
การถูกรักโดยใครสักคนหนึ่ง
คนที่จริงใจ คนที่เข้าใจเราจริงๆ
เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับการดำรงอยู่ของชีวิต
เพราะฉันไม่เชื่อว่า
คนเราจะสามารอยู่บนโลกกว้างใบนี้ได้
โดยที่ไม่มีใครรัก ไม่มีใครสนใจดูแล
มันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นของหัวใจ
 
ฉันเคยเป็นคนที่ถูกรัก
โดยคนที่ฉันเคยคิดว่าเขารักและเข้าใจฉัน
ความรู้สึกของฉันในตอนนั้น
มันแสนอบอุ่นและสุขใจ
แต่วันหนึ่ง เมื่อเรื่องราวต่างๆพลิกผันเปลี่ยนแปลงไป
วันนี้ เป็นวันที่ฉันกลายเป็นคนหัวใจอ่อนแอ
 
แม้จะมีเพื่อนมากมาย
ออกไปสังสรรค์เฮฮาได้ไม่เว้นแต่ละวัน
แต่สุดท้าย หลังงานเลี้ยงเลิกลาในทุกๆค่ำคืน
ฉันก็ยังเป็นคนที่ต้องขับรถกลับบ้านคนเดียว
ผ่านแสงสีสวยงามแต่ดูวุ่นวายในยามราตรี
เหมือนความว้าวุ่นในใจฉัน
กลับมานั่งอยู่คนเดียวในบ้านที่ดูกว้างใหญ่เกินไป
นอนอยู่คนเดียวบนเตียงที่แม้มันจะอุ่นกาย...
แต่มันเหน็บหนาวจนสะท้านข้างในหัวใจ
อยู่กับความเงียบเหงา ที่เงียบงัน...
 
อยากเป็นคนที่ถูกรักอีกครั้ง
อยากมีใครสักคนคอยดูแลห่วงใยเอาใจใส่
ขอเพียงแค่ใครสักคน แค่เพียงคนเดียวจริงๆที่เข้าใจกัน
ให้ฉันได้รู้สึกอีกครั้งว่า หัวใจฉันมันไม่เดียวดายเกินไป
ให้หัวใจฉันได้สัมผัสความอบอุ่นอีกสักครั้ง
ให้ความเหน็บหนาวได้จางหายไป...
 
อยากเป็นคนที่ถูกรักอีกครั้ง
เพียงแค่นั้นแหละ ที่หัวใจฉันต้องการ
 
written by: naynujang
 
I look at you, you bite your tongue
you don't know why or where I’m coming from
but in my head I’m close to you
we're in the rain still searching for the sun

you think that I want to run and hide
that I keep it all locked up inside but I just want you to find me

I’m not lost; not lost, just undiscovered
and when we're alone we are all the same as each other

you see the look that's on my face
you might think I’m out of place
I’m not lost, no, no, just undiscovered

well the time it takes to know someone
it all can change before you know it's gone
so close your eyes and I feel the way I’m with you now
believe there's nothing wrong

I’m not running, I’m not hiding
but if you dig a little deeper, you will find me
 
Undiscovered..::..James Morrison
13 giugno

การเปลี่ยนแปลงเมื่อความรักเดินจากไป

มันคงจะจริงอย่างที่ใครๆบอกเอาไว้
ว่าการเปลี่ยนแปลงมากมายอาจจะเกิดขึ้นกับชีวิตได้
หากสิ่งสำคัญในชีวิตเกิดขาดหายไป
ฉันเคยคิดว่าเข้าใจ
แต่ไม่เคยลึกซึ้งถึงความหมายเท่าในตอนนี้
วันที่ความรักของฉันมันได้หลุดลอยไป
วันที่ฉันได้พบเจอความโหดร้ายของการเปลี่ยนแปลง
 
ฉันเคยมีความสุขกับการนอนหลับ
เป็นคนที่หลับได้ง่ายๆเพียงแค่ล้มตัวลงนอน
เพราะฉันรู้สึกอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่รู้ว่ามีใครอยู่ข้างกายตลอดค่ำคืน
 
ฉันเคยมีความสุขกับการกิน
กินได้มากมายไม่เคยเบื่อ
เพราะมันเป็นช่วงเวลาดีๆที่เราสองคนต่างได้นั่งมองตากัน
คอยบอกเล่าเรื่องราวในแต่ละวันได้เป็นเวลานานๆ
 
ฉันเคยมีความสุขกับการไปดูหนัง
คอยหาโปรแกรมใหม่ๆไว้ชวนคนที่ฉันรักไปดูด้วยกันเสมอๆ
เพราะมันคือช่วงเวลาแห่งความสุข ที่เราสองคนต่างนั่งกุมมือกันได้เป็นชั่วโมงๆ
 
และอีกหลายต่อหลายสิ่ง
ที่ฉันเคยสุขใจที่ได้ทำมัน
เพราะฉันรู้ดีว่า ฉันมีใครคนหนึ่ง
คอยอยู่ใกล้ มอบความอบอุ่นและความสุขใจหัวใจให้กันเสมอ
 
แต่วันนี้ ทุกสิ่งมันเปลี่ยนไป
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อความรักได้เดินจากไปจากใจฉัน
ฉันกลายเป็นคนหลับยาก กินยาก แม้แต่จะไปดูหนังก็ยังไม่อยากไป
ทุกสิ่งที่มันเคยเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขเมื่อครั้งยังมีความรักในใจ
ได้กลับกลายเป็นความจริงที่โหดร้าย ในวันที่ไม่มีใครสักคน
 
แม้รู้ดีว่าชีวิต
จำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อพบเจอสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ
แต่การเปลี่ยนแปลงเมื่อความรักเดินจากไปในครั้งนี้
ยังไงมันก็เตรียมพร้อมรับมือกับมันไม่ไหวจริงๆ
 
written by: naynujang

เคยนั่งตรงนี้ เก้าอี้ตัวนี้อยู่ข้างๆ เธอ เป็นที่ประจำที่เธอและฉันนัดกันเสมอ
แต่วันนี้ ที่เดิมตรงนี้ ที่ฉันได้เจอ ทุกอย่างคงเดิมบรรยากาศเดิมๆ แต่ไม่มีเธอ

ดนตรีนั้นเล่นอยู่ ฟังฉันฟังอยู่ แต่ว่าในใจนั้นเงียบงัน มีแต่เสียงเพลงที่ว่างเปล่า จบลงแล้วความรักของเรา
ไม่มีเขาเคียงข้างอีกแล้ว ไม่มีคืนวันที่สดใส ดื่มให้ตัวเองอีกทีกับรักที่เพิ่งผ่านพ้นไป

ฉากวันนั้น ยังจดยังจำแจ่มชัดในใจ ภาพวันนั้นเธอบอกลาฉันยังไม่เคยเลือนหายไป
คำพูดวันนั้นที่บอกกับฉันว่าเธอต้องไป เธอจับมือฉัน และบอกให้ฉันยกโทษให้ได้ไหม

ดนตรีนั้นเล่นอยู่ ฟังฉันฟังอยู่ แต่ว่าในใจนั้นเงียบงัน มีแต่เสียงเพลงที่ว่างเปล่า จบลงแล้วความรักของเรา
ไม่มีเขาเคียงข้างอีกแล้ว ไม่มีคืนวันที่สดใส ดื่มให้ตัวเองอีกทีกับรักที่เพิ่งผ่านพ้นไป

มีแต่เสียงเพลงที่ว่างเปล่า จบลงแล้วความรักของเรา
ไม่มีเขาเคียงข้างอีกแล้ว ไม่มีคืนวันที่สดใส
ดื่มให้ตัวเองอีกทีกับรักที่เพิ่งผ่านพ้นไป

รักที่เพิ่งผ่านพ้นไป  ..::::..  Groove Rider 

27 maggio

อย่างน้อยที่สุด [สวัสดีความเหงา (อีกสักครั้ง)]

สวัสดีความเหงา
รู้สึกว่าเธอเพิ่งกลับมายังไม่นานเท่าไหร่เลยใช่ไหม
ไม่มีอะไรมากหรอก เพียงแค่เวลาที่อยู่กับเธอมันดูเนิ่นนานจับหัวใจ
กว่าจะผ่านพ้นแต่ละคืนวันไป มันช่างเชื่องช้าเหลือเกิน
 
นี่ เจ้าความเหงา
ขอถามอะไรเธอตรงๆหน่อยจะได้หรือเปล่า
ดูเหมือนเธอจะเป็นเพื่อนกับเจ้าความรักไม่ได้เลยใช่ไหม
เพราะทุกๆครั้งที่เธอกลับมา ก็จะเป็นช่วงเวลาที่เจ้าความรักหนีไปจากหัวใจฉันทุกที
และเมื่อไหร่ที่เจ้าความรักกลับมาหาฉัน เธอก็จะหนีทั้งเขาและฉันไปทันทีเช่นกัน
 
โธ่ อย่าน้อยใจไปเลย
ฉันไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่าอะไรเธอทั้งนั้น
และไม่ใช่ว่าฉันอยากจะหนีไปให้ไกลๆ
ก็เพียงแค่สงสัย อยากรู้ไว้เท่านั้นเอง
 
เอาน่า สัญญาว่าจะไม่ขับไล่ไสส่งเธอไปไหนอีก
คราวนี้เธออยากจะอยู่ในใจฉันนานเท่าไหร่ก็ได้
อย่างที่ฉันเคยบอกเธอไปแล้วไง
ว่าต่อนี้จากไปเราสองคนจะกลายเป็นเพื่อนที่แสนดีต่อกัน ฉันสัญญา
 
ก็เพราะเธอเป็นคนสม่ำเสมอ
เป็นอย่างไรเธอก็เป็นอย่างนั้น ไม่เคยหวั่นไหว
แต่เจ้าความรักนี่สิที่ยากจะเดาใจ
อยู่ๆก็เข้ามาให้วูบวาบในหัวใจ แล้วก็เดินจากไป ทิ้งเพียงรอยแผลไว้ให้เจ็บเจียนตาย
 
จริงๆนะ ฉันสัญญา
ว่าคราวนี้จะมีเพียงเธอในใจ จะไม่ยอมห่างหายไปไหน
แต่เธอเองก็ต้องสัญญาเหมือนกันนะ ว่าจะไม่ทอดทิ้งกันไป
เพราะฉันไม่อยากกลายเป็นคนไร้ความรู้สึก เมื่อไม่มีเธอ
 
เพราะการมีเธออยู่
มันทำให้ฉันยังพอรู้ตัวว่า ฉันเป็นคนที่ยังพอมีความรู้สึก
ซึ่งมันทำให้ฉันสุขใจมากพอแล้วในวันนี้
ที่อย่างน้อยที่สุดฉันยังเป็นคนที่มีหัวใจ ให้ยังพอรู้สีกว่า "เหงา" เป็น 
 
Written by: naynujang
  

โตมาด้วยกันกับฉัน ทุกวันมีกันอยู่เคียงกาย เคยมองว่ามันใจร้าย สุดท้ายดีกัน
มันมีชื่อเรียกว่าเหงา เหมือนเงาตามตัวผูกพัน แม้ว่ามันนั้น เข้าใจยากอยู่

หากดูซึมๆต้องขออภัย ส่วนตัวเกินไป ได้โปรดเข้าใจ แต่ .. ฉันเปลี่ยนมันไม่ไหว

ไม่เหงาไม่ใช่ฉัน ไม่เหงาไม่ใช่ฉัน
ก็เพราะเราคู่กัน มันอยู่ในตัวฉันมานาน
ไม่เหงาไม่ใช่ฉัน ไม่เหงาน่ะเรื่องใหญ่
ถ้าหากวันใดไม่มีมันแล้วคงแปลกไป

คนเราให้เก่งแค่ไหน ไม่เห็นมีใครไม่เคยเหงา บางคนแค่เจอลมหนาว บ่นเหงาจะตาย
คงพอเข้าใจใช่มั้ย ถ้าฉันจะเป็นอีกราย ที่แอบเดียวดาย ไม่มีเหตุผล

ไม่เหงาไม่ใช่ฉัน ไม่เหงาไม่ใช่ฉัน
ก็เพราะเราคู่กัน มันอยู่ในตัวฉันมานาน
ไม่เหงาไม่ใช่ฉัน ไม่เหงาน่ะเรื่องใหญ่
ถ้าหากวันใดไม่มีมันแล้วคงขาดใจ

........จะอยู่อย่างไร จะไม่ให้เหงาเหมือนอย่างเคย.........
  

ไม่เหงา ไม่ใช่ฉัน :: เบิร์ด ธงไชย  

------------------------------------------------------------------------- 

ในค่ำคืนที่เหว่ว้า ฉันนั่งจ้องตากับความเหงา ชีวิตว่างเปล่าไม่มีใคร
โลกของฉันมันเปลี่ยนสี ตั้งแต่เขาทิ้งฉันไป และฉันก็เหลือแค่ใจร้าวๆ
จะคิดถึงคำว่ารัก ที่เลยผ่านไปให้มันคุ้น ให้ใจเคยอุ่นคุ้นความหนาว
จะอย่างไรก็ช่างมัน ก็จะคิดถึงวันเก่า ดูซิน้ำตาจะมีเท่าไหร่

เมื่อมันเหงาก็ต้องเหงา ยังไงต้องทน
ถนนของความเดียวดาย ยังอีกไกล
เมื่อมันเหงาก็ต้องเหงา ต้องอยู่ให้ได้
ชีวิตดำเนินต่อไป ขาดเขาแล้วมันจะตาย..ให้รู้ไป

ในค่ำคืนที่เหว่ว้า ฉันนั่งจ้องตากับความเหงา ยอมรับความเศร้า..ไม่ไปไหน
บอกตัวเองตั้งแต่นี้ ไม่มีเขาไม่เป็นไร จากนี้ต้องทำหัวใจให้ชิน
เมื่อมันเหงาก็ต้องเหงา ยังไงต้องทน ถนนของความเดียวดายยังอีกไกล
เมื่อมันเหงาก็ต้องเหงา ต้องอยู่ให้ได้ ชีวิตดำเนินต่อไป ขาดเขาแล้วมันจะตาย...ให้รู้ไป

ในค่ำคืนที่เหว่ว้า ฉันนั่งจ้องตากับความเหงา
ยอมรับความเศร้า ไม่ไปไหน
บอกตัวเองตั้งแต่นี้ ไม่มีเขาไม่เป็นไร
จากนี้ต้องทำหัวใจให้ชิน


ชีวิตมันเหงาเพียงใดก็ต้องชิน

จ้องตากับความเหงา :: ลานนา คัมมินส์

02 maggio

ฤดูกาลในหัวใจ

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศว่า
ฤดูฝนคราวนี้จะแวะเวียนผ่านมาเร็วเป็นพิเศษกว่าปกติ
ให้ทุกๆพื้นที่เตรียมรับมือกับสายฝน
ที่จะกระหน่ำซ้ำด้วยสายลมกรรโชกแรง
 
คงเหมือนฤดูร้อนของหัวใจฉันสินะ
ที่ความอบอุ่นลาจากไปรวดเร็วกว่าที่คาดหวัง
ฤดูฝนเข้ามาในหัวใจเร็วเกินกว่าจะเตรียมพร้อมทัน
ความรักจากลาไปจากหัวใจฉัน ไกลแสนไกล
 
หัวใจเต็มไปด้วยน้ำตาที่หลั่งไหลจนท่วมล้น
มันไหลเอ่อออกมาจนให้ใครๆเห็นทางดวงตา
เฝ้ารอวันที่หัวใจฉันจะเริ่มชินชา
แล้วน้ำตาก็คงจะแห้งเหือดจางหายไป
หัวใจ เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า
และแล้วก็จะถึงคราวที่ฤดูหนาว จะเวียนผ่านเข้ามาให้ใจอ่อนไหว
เหลือไว้เพียงร่องรอยของอดีตที่กลายเป็นเพียงความทรงจำ
พอเป็นไออุ่นให้กับหัวใจที่บอบซ้ำ
ให้ผ่านพ้นไปแต่ละคืนวันอย่างเดียวดาย
 
มันเป็นการวนเวียนของฤดูกาล
ฤดูร้อน ฤดูฝน ฤดูหนาว
เหมือนดังเช่นความรักของฉัน
ที่มักมีทั้ง สุข ทุกข์ และเงียบเหงา
ฤดูร้อนของฉันผ่านพ้นไปแล้ว
ตอนนี้ฤดูฝนกำลังพัดกระหน่ำในหัวใจอย่างไม่หยุดยั้ง
และอีกไม่นาน ฤดูหนาวก็คงมาเยือนให้หัวใจสั่นไหว
 
แต่คราวนี้ คงมีทั้งสายฝนและลมหนาว
ให้หัวใจฉันทั้งเหน็บหนาวและเปียกปอน
และคงเป็นฤดูกาลที่ยาวนานกว่าเช่นเคย...นานแสนนาน
 
Written by: naynujang
26 aprile

ฉัน--เงียบเหงา--อ้างว้าง [สวัสดีความเหงา...(อีกครั้ง)]

สวัสดีความเหงา
กลับมาคราวนี้เอาใหญ่เลยนะ
บอกแล้วไงว่าอย่าเข้ามารุนแรงเกินไปนัก
ไม่เห็นจะต้องทายทักกันซะตื่นเต้นขนาดนี้เลย
 
สวัสดีความเหงา
กลับมาคราวนี้คงดีใจมากเลยสินะ
ที่ได้เพื่อนเก่าที่แสนดีอย่างฉันกลับคืนสถานะ
ก็เล่นดึงฉันออกจากอ้อมกอดของความรัก ไปอยู่เป็นเพื่อนเธอสำเร็จแล้วนี่นา
 
สวัสดีความเหงา
ก็เข้าใจนะว่าเธอไม่มีเพื่อนมากมาย
ถึงต้องพยายามชวนใครต่อใครมาอยู่ใกล้
ก็เข้าใจว่าเธอทนไม่ได้ หากไม่มีใครอยู่เห็นเพื่อนเธอสักคน
 
แต่เอ๊ะ เจ้าความเหงาเอ๋ย
รู้สึกกลับมาคราวนี้จะมีเพื่อนใหม่ที่ดีคนหนึ่งเหมือนกันนี่
ถึงได้พามาแนะนำให้ฉันรู้จักด้วยในวันนี้
เพื่อนใหม่ของเธอที่แสนดีที่ชื่อ "ความอ้างว้าง"
 
แหม ดูเป็นคู่หูที่สนิทกันจริงๆ
เห็นเงียบๆแบบนี้ ก็ผูกมิตรคนเก่งเหมือนกันนะเนี่ยะ
เงียบเหงา-อ้างว้าง ฟังแล้วช่างดูดี
คู่หูคู่บัดดี้ที่แสนดีตลอดกาล
 
เอาเถอะ จะเอายังไงก็เอา
ฉันพอจะเข้าใจว่าเธอยังคงเหงา อยากมีฉันอีกคนคอยเป็นเพื่อน
ไหนๆความเชื่อมั่นต่อความรักของฉันยิ่งนับวันยิ่งลางเลือน
ท่าทางว่าจากนี้ไปพวกเราคงเป็นเพื่อนกันได้ดีทีเดียว
 
ฉัน--เงียบเหงา--อ้างว้าง
 
written by: naynujang
16 aprile

ปล่อยมือ

ขอโทษนะที่ทำให้เธอต้องเสียใจ
เพียงเพราะนิสัยแย่ๆที่แก้ไม่หายของฉัน
ขอโทษนะที่เรื่องราวความรักของเราต้องจบลง
เหลือไว้เพียงแค่คราบน้ำตา
 
เสียใจนะ ที่ทำให้เธอต้องร้องไห้
แต่อยากให้เธอรู้ว่า ฉันเองก็รู้สึกเสียใจไม่ต่างกัน
เพียงไม่อยากให้เธอเห็นความอ่อนแอของฉัน
ในวันนั้นฉันจึงไม่ได้แสดงมันออกมา
 
ขอโทษ...
ที่ไม่ได้ฉุดรั้งเธอเอาไว้ในคราวนั้น
เป็นเพราะฉันกลัวว่าจะไม่เข้มแข็งพอกับความอ่อนไหว
จึงจำต้องปล่อยมือเธอให้เดินจากไป
เพียงเพราะไม่อยากให้เธอต้องเสียน้ำตามากกว่าเดิม
 
แต่ในวันนี้...
วันที่เรื่องราวต่างๆได้ดำเนินมาถึงตอนจบ
วันที่ฉันได้เข้าใจสิ่งต่างๆได้มากขึ้น
ฉันพบว่า...
มันไม่ใช่ความผิดของใครหรอกที่ทำให้เราต้องเลิกกัน
แต่เป็นเพียงเพราะความต่างที่เราต่างคนมี
กลายความไม่พร้อมที่จะรักษาคำว่า "เรา" ของเราสองคน
 
มือของเราที่เคยกุมกันไว้อย่างอบอุ่น
เริ่มกลายเป็นการบีบเน้นจนเป็นการทำร้าย
ความเชื่อใจเริ่มห่างหายกลายเป็นความหวาดระแวง
ความเข้าใจเริ่มกลายเป็นความสงสัย
ความห่วงใยเริ่มกลายเป็นความห่วงหวง
จนเราต่างอึดอัดและผิดหวังกับความรักที่เรามี
 
แต่ฉันก็เชื่อว่า
ในวันที่ความรักของคนสองคนจบลง
ไม่ใช่เรื่องของการค้นหาหรือกล่าวหาเป็นความผิดของใคร
แต่ในวันที่ความรักของคนสองคนจบลง
เป็นเรื่องของการเลือกสรรว่า...
จะเลือกเก็บภาพความรักที่สวยงามส่วนใดบ้าง
จดจำไว้ในความทรงจำที่ดีของกันและกัน
 
แต่หากจะมีใครสักคนที่ผิดสำหรับความรักครั้งนี้
ก็คงจะเป็นความผิดของฉันเองมากกว่า
ที่ฉันไม่สามารถลดขนาดโลกส่วนตัวของฉันได้
มันเลยกลับกลายเป็นผลักไสให้ไกลห่างกันออกไป
ฉันเองต่างหากที่เป็นคนทำร้ายความรักของเรา
 
สุดท้ายนี้...
ขอบคุณนะคนดีสำหรับที่ผ่านมา
ที่สอนให้ฉันรู้ว่าการได้รักใครสักคน คนดีๆเช่นเธอ
จะทำให้ฉันได้พบว่าความรักมีคุณค่าเช่นไร
ขอโทษสำหรับความห่างไกล
ที่ต้องเกิดขึ้นระหว่างหัวใจของเราสองคน
written by: naynujang
03 aprile

สวัสดีความเหงา

สวัสดีความเหงา
เราสองคนเจอกันอีกแล้วนะ
จากกันไปนานเป็นอย่างไรบ้าง
คิดถึงกันยามห่างมากเพียงไร
 
สวัสดีความเหงา
กลับมาคราวนี้ดูสดใสขึ้นนะ
ดูสิ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาแต่ไกล
ดีใจใช่ไหมล่ะ ที่ได้กลับมา
 
สวัสดีความเหงา
คราวนี้จะกลับเข้ามาอยู่ในหัวใจฉันนานแค่ไหนละ
ค่อยๆย้ายเข้ามาอยู่ละกันนะ อย่าโหดร้ายกันเกินไป
เพราะถึงอย่างไรฉันก็ยังไม่เคยชินกับเธอ
 
ยินดีต้อนรับกลับมานะ
 
.....................................................................
 
 
Hello Loneliness...
Welcome back to my life...
We haven't seen each other for a long while...
Why you look so great this time?
It seems like you are so happy
To be back to my life again, aren't you???
And how long you are planning to stay this time?
Don't be so long 'coz I'm still not use to it...
 
Welcome back again... 
and enjoy my tear...
 
Written by: naynujang
28 marzo

หรือนิยามของความรักคือการจากลา???

นานเท่าไหร่แล้ว...
ที่ฉันไม่ได้ร้องไห้จมคราบน้ำตาแบบนี้
นานเท่าไร่แล้ว...
ที่ฉันไม่ได้รู้สึกว่า โลกทั้งใบกำลังหันหลังให้ฉันอย่างในคืนนี้
การมีเธออยู่...
ทำให้หัวใจที่ว่างเปล่าของฉันถูกเติมเต็ม
โลกของฉัน ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันสดใส
แต่ในวันนี้ วันที่เราต้องเอ๋ยคำบอกลา
มันทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจากลาฉันไป
เหมือนฉันกำลังต้องอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้
เหมือนทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเคยมีกำลังห่างหาย
เหลือไว้เพียงตัวฉัน จมอยู่กับความเงียบเหงาเดียวดาย
มีเพียงภาพเธอที่ฝังแน่นไว้อยู่ในความทรงจำ
 
อีกหนึ่งเรื่องราวความรักที่ปิดฉากลง
อีกหนึ่งบทเรียนความรักที่ได้เรียนรู้
ที่จบลงเหลือไว้เพียงความเงียบเหงาและความว่างเปล่าของหัวใจ
หรือนิยามของความรักสำหรับฉัน
มันคือการจากลา...
 
Written by: naynujang

 

ช่วงชีวิตที่เคยรักใคร ไม่เคยล้อเล่นกับหัวใจ แต่ว่าทุกคน เข้ามาคบกัน ไม่นานเขาก็ไป
แต่ละครั้งก็คอยทุ่มเท แต่สุดท้ายก็ยังเสียใจ เจ็บจนคุ้นเคย แต่ไม่ชอบเลย ที่ต้องไม่เหลือใคร

ดั่งฟ้า จะแค่เพียงต้องการแกล้งกัน ให้ฉัน ต้องพบเจอแต่ความเจ็บช้ำใจ
จนไม่รู้ว่า รักแท้หน้าตาเป็นเช่นไร ก็ยังไม่พบเจอใคร ที่รักกันจริงสักที

จะมีไหมซักคน มาเปลี่ยนชีวิตของฉัน เธอคือใคร
ที่จะรักจริง ไม่ทอดทิ้งกัน อยากจะรู้
จะมีไหมซักใจ จะได้เจอเธอ อยากรู้เธอคือใคร
ที่จะเป็นรักสุดท้าย ของฉันจริงๆสักที

อยากจะพบสักคนที่เข้าใจ ไม่ต้องพร้อมต้องดีมากมาย
อาจจะเถียงกัน อาจทะเลาะกัน เขายังไม่ไปไหน
อยากจะพบสักใจที่เข้ากัน อยู่กับฉันรักกันเรื่อยไป
อยากให้แวะมา ฝากแค่น้ำตา ให้ค้างคาในหัวใจ


ไม่รู้จะเจอเมื่อไหร่ ก็เฝ้าแต่ถาม ก็ได้แต่ถามจากฟ้า  

..::เธอคือใคร ETC::..

08 maggio

ณ ที่ๆหนึ่ง

เธอเชื่อไหม...
ว่าในช่วงเวลาหนึ่ง...ในที่ๆหนึ่ง
ความรักช่างก่อเกิดมุมมองได้หลากหลายมากมาย
 
ณ ที่ๆหนึ่ง... ในมุมหนึ่ง
ฉันเห็นภาพคนสองคน
ในยามที่ความรักเอ่อล้นอ่อนหวาน
ในยามที่ทั้งสองต่างต่อแต่งเติมเต็มช่องว่างความรู้สึกที่อ่อนไหว
คือภาพความประทับใจที่งดงาม
 
แต่ในอีกมุมหนึ่ง...
ฉันเห็นภาพคนสองคน
ในยามที่ความรักคือความปวดร้าว
ในคราวที่ความรักคือความผิดหวัง
มันก่อเกิดความเจ็บซ้ำความเสียใจและคราบน้ำตา
มันคือช่วงเวลาที่ความรักคือความร้าวราน
 
ฉันนั่งเงียบเหงาในความเงียบงัน
ย้อนนึกถึงภาพคืนวันที่เคยผ่านเข้ามา
เรื่องราวตั้งแต่ในวันที่ฉันก้าวเดินเข้าไปใน"ที่แห่งนั้น"
จนถึงวันนี้..วันที่ฉันเดินจากลามันออกมา
แล้วเธอละ...อยากอยู่ "ที่ตรงไหน"
 
written by: naynujang
26 gennaio

หนังสือ...

บ่อยครั้ง...
ที่ฉันมักจะใช้เวลาอยู่ในร้านหนังสือนานๆ
เพื่อที่จะหาหนังสือดีๆสักเล่มที่ถูกใจ
บ่อยครั้งเช่นกัน
ที่ฉันไม่อาจจะตัดสินใจได้ว่าจะเลือกอ่านหนังสือเล่มไหนดี
เพราะหนังสือบางเล่ม แม้มีหน้าปกและคำนำที่น่าสนใจ
แต่เมื่ออ่านไปเรื่อยๆ มันกลับไม่สนุกดังที่คาดหวังไว้ในตอนแรก
ในขณะที่หนังสือบางเล่ม
มีหน้าปกและคำนำที่เรียบง่าย
แต่ว่าเนื้อหาข้างในกลับน่าสนใจ จนอ่านแล้วไม่อยากวาง
และที่สำคัญ "ไม่อยากให้มันจบลง"
 
หลายครั้ง เมื่อฉันเลือกหนังสือได้
ฉันก็มักจะ "เห่อ" ตื่นเต้นดีใจกับหนังสือเล่มใหม่
มันเป็นความสุขที่ก่อเกิดขึ้นในหัวใจ เมื่อได้ครอบครองหนังสือเล่มนั้น
หนังสือเล่มที่ใครๆต่างก็อยากอ่านและเป็นเจ้าของมัน
แต่ความตื่นเต้นของฉันก็เริ่มลดลง
เมื่อฉันได้เร่มต้นอ่านมันไปทีละหน้า ทีละหน้า
แล้วพบว่า...
บางตอนมันง่ายเกินไปจนน่าเบื่อ
บางตอนมันยากเกินไปจะเข้าใจ
และบางตอนมันก็ซับซ้อน วุ่นวาย จนเหนื่อยใจ
จนสุดท้าย ฉันก็ต้องตัดใจเลิกอ่านมัน
 
เคยมีเหมือนกัน
ที่ฉันเจอหนังสือดีๆหลายๆเล่มในร้าน
และฉันตั้งใจจะอ่านมันพร้อมๆกันทีละหลายๆเล่ม
เพราะฉันไม่อาจจะอดใจอ่านมันไปทีละเล่มๆ
แต่หลังจากที่ฉันทำอย่างนั้นไปได้สักพัก
ฉันก็พบว่าท้ายที่สุดแล้ว
ฉันไม่เข้าใจและไม่ได้อะไรสักอย่างจากสิ่งที่ฉันทำ
 
บางครั้งฉันก็เหนื่อย
อยากจะพักสายตาให้สบายบ้าง
ไม่อยากจะอ่านอะไรเลยสักระยะหนึง
แต่ใครต่อใครก็มักคิดว่า...
ฉันเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือที่ไม่ต้องการการหยุดพักเสียอย่างนั้น
ใครต่อใครมักจะมาถามไถ่เรื่องราวของหนังสือเล่มต่างๆ
ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เล่มไหนสนุก เล่มไหนเศร้า เล่มไหนดี
บ้างก็ยังหยิบยื่นและแนะนำหนังสือดีๆให้อ่านอีกด้วย
 
แต่ฉันก็ยังคงชอบเดินเข้าร้านหนังสือดังเช่นเดิม
ยังคงชอบอ่านหนังสืออย่างเช่นเคย
เพราะฉันเชื่อว่าหนังสือทุกๆเล่ม มันสอนอะไรเราไม่มากก็น้อย
ฉันยังคงมีความเชื่อมั่นว่า
สักวันหนึ่ง ฉันจะต้องได้พบกับหนังสือที่ถูกใจ
หนังสือที่เรียบง่ายไม่หวือหวา
แต่มีเนื้อหาน่าสนใจ น่าติดตาม
หนังสือสักเล่มที่ทำให้ฉันอบอุ่นใจที่ได้เปิดอ่าน
หนังสือที่มีคุณค่าที่ทำให้ฉันได้เรียนรู้อะไรดีๆจากมัน
 
written by: naynujang